This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
RSI Overbought คืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญต่อการเทรด
RSI Overbought คือ ภาวะที่ราคาของสินทรัพย์ถูกซื้อมากเกินไปจนทำให้ตัวชี้วัด Relative Strength Index อยู่เหนือระดับ 70 สัญญาณนี้บ่งบอกว่านักลงทุนกำลังแสดงความเชื่อมั่นต่อราคาในระดับที่สูง และมีแนวโน้มที่ราคาอาจปรับตัวลงหรือเข้าสู่ระยะรวมตัว นี่คือความรู้พื้นฐานที่นักเทรดต้องเข้าใจเพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อที่ราคาแพงเกินไป ในบทความนี้ เราจะสำรวจวิธีการใช้ RSI ในการจำแนกภาวะ Overbought Oversold และการประยุกต์ใช้ในกลยุทธ์เทรดต่างๆ
RSI (Relative Strength Index) คืออินดิเคเตอร์ที่วัดอะไร
Relative Strength Index หรือ RSI เป็นตัวชี้วัดที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อวัดความแข็งแกร่งของแรงซื้อและแรงขายภายในช่วงเวลาที่กำหนด โดยการเปรียบเทียบอัตราส่วนของการเพิ่มขึ้นและการลดลงของราคา
RSI คำนวณได้จากสูตร RSI = 100 - (100 / 1 + RS) โดยที่ RS คือ อัตราส่วนระหว่างค่าเฉลี่ยราคาที่ปรับขึ้นกับค่าเฉลี่ยราคาที่ปรับลงในช่วง N วัน ค่าที่ได้จะอยู่ในกรอบระหว่าง 0 ถึง 100 ซึ่งทำให้ RSI มีความสะดวกในการอ่านและตีความ
ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้นักเทรดสามารถ:
ภาวะ Overbought และ Oversold ในมุมมองของ RSI
RSI ชี้วัดภาวะ Overbought Oversold ได้สองวิธี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประโยชน์ที่ทำให้ RSI เป็นตัวชี้วัดที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
ภาวะ Overbought (RSI > 70)
เมื่อ RSI Overbought มีค่ามากกว่า 70 นั่นหมายถึงสินทรัพย์กำลังถูกซื้อด้วยความเชื่อมั่นสูง ราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มที่ราคาอาจสูงเกินความเป็นจริง ในช่วงนี้ นักเทรดควรระวังการเข้าซื้อเพิ่มเติม เพราะมีความเสี่ยงสูงที่ราคาจะปรับตัวลงหรือเข้าสู่ระยะที่ราคาหยุดนิ่ง โดยมักสัญญาณ Overbought นี้จะมาพร้อมกับการลดแรงของโมเมนตัมซื้อ
ภาวะ Oversold (RSI < 30)
เมื่อ RSI ต่ำกว่า 30 นั่นชี้วัดว่าสินทรัพย์กำลังถูกขายมากเกินไป ราคาลดลงอย่างรุนแรง และอาจมีการปรับตัวกลับขึ้น จากตำแหน่งนี้ นักเทรดอาจค้นหาจุดเข้าซื้อ โดยสัญญาณ Oversold มักบ่งบอกว่าแรงขายก่อนหน้านี้เริ่มหมดแรง และแรงซื้อกำลังจะเข้ามาแทนที่
ข้อสำคัญคือ ค่า 70 และ 30 เป็นระดับมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามลักษณะเฉพาะของสินทรัพย์แต่ละตัว เช่น บางตัวอาจใช้ 75 และ 35 หรือ 80 และ 20 ได้ตามความเหมาะสม
Stochastic Oscillator เทียบกับ RSI อันไหนเหมาะสมกว่า
นอกจาก RSI แล้ว ยังมีตัวชี้วัดอื่นที่ใช้บ่งชี้ภาวะ Overbought Oversold ได้แก่ Stochastic Oscillator ซึ่งใช้วิธีการที่แตกต่างกัน
วิธีการของ Stochastic Oscillator
Stochastic วัดตำแหน่งของราคาปิด (Close Price) เทียบกับช่วงระหว่างราคาสูงสุดและต่ำสุดในช่วง 14 วัน สูตรคือ:
%K = [(ราคาปิด – ต่ำสุด 14 วัน) / (สูงสุด 14 วัน – ต่ำสุด 14 วัน)] × 100
%D = ค่าเฉลี่ย %K ของ 3 วันย้อนหลัง
Stochastic มีค่าอยู่ระหว่าง 0-100 เช่นเดียวกับ RSI แต่วิธีการคำนวณแตกต่างกัน:
เปรียบเทียบระหว่าง RSI และ Stochastic
ผลมาจากความแตกต่างนี้ RSI เหมาะสำหรับการจับแนวโน้มที่แข็งแกร่ง ขณะที่ Stochastic เหมาะสำหรับตลาดที่ไม่มีทิศทางชัดเจน (Sideway) นักเทรดมักใช้ทั้งสองตัวบ่งชี้ร่วมกัน เพื่อให้ได้ยืนยันสัญญาณที่เชื่อถือได้มากขึ้น
เทรด Divergence ด้วย RSI เพื่อจับจุดกลับตัวของแนวโน้ม
Divergence เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้ RSI ในการเทรด โดยเป็นภาวะที่ RSI ส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกับการเคลื่อนตัวของราคา
Bullish Divergence (ขัดแย้งแบบขาขึ้น)
เกิดขึ้นเมื่อราคาทำจุดต่ำใหม่ (Lower Low) แต่ RSI ไม่ทำจุดต่ำใหม่ (Higher Low) แทน สัญญาณนี้บ่งบอกว่าแรงขายกำลังอ่อนตัว และมีโอกาสที่แนวโน้มจะกลับตัวขึ้น
Bearish Divergence (ขัดแย้งแบบขาลง)
เกิดขึ้นเมื่อราคาทำจุดสูงใหม่ (Higher High) แต่ RSI ไม่ตามไปทำจุดสูงใหม่ (Lower High) แทน สัญญาณนี้บ่งชี้ว่าแรงซื้อกำลังสูญเสียแรง และแนวโน้มขาขึ้นอาจสิ้นสุด
ตัวอย่างการเทรด Divergence กับ RSI
Mean Reversal สำหรับตลาด Sideway พร้อมการใช้ RSI
Mean Reversal เป็นกลยุทธ์ที่ตั้งสมมติฐานว่าราคาสูงและต่ำที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และราคามีแนวโน้มที่จะดึงตัวกลับสู่ค่าเฉลี่ย
กลยุทธ์ Mean Reversal ด้วย RSI
ตัวอย่างจากคู่สกุลเงิน USDJPY ในระดับ 2H
ในช่วงที่ USDJPY มีแนวโน้มขาขึ้นที่ชัดเจน:
กลยุทธ์นี้ใช้ได้ผลดีเมื่อตลาดแกว่งตัวในกรอบ (Sideway) ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นเบาหรือขาลงเบา
ข้อควรระวังและสรุป การใช้ RSI ในการเทรด
RSI เป็นเครื่องมือทรงคุณค่าในการระบุจุดที่อาจเกิดการปรับตัวของราคา แต่ไม่ควรใช้เพียงลำพังเท่านั้น
ข้อควรระวัง:
สรุป
RSI เป็นตัวชี้วัดที่ช่วยให้นักเทรดสามารถระบุภาวะ Overbought Oversold ได้อย่างเป็นระบบ ด้วยการวัดโมเมนตัมของราคา RSI ทำให้นักเทรดหลีกเลี่ยงการซื้อที่ราคาแพงเกินไปและขายที่ราคาถูกเกินไป เมื่อนำ RSI มาประยุกต์ใช้กับกลยุทธ์เช่น Divergence หรือ Mean Reversal และรวมกับเครื่องมือวิเคราะห์อื่นๆ ก็จะช่วยให้ระบบเทรดของท่านมีความแม่นยำสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ยังคงต้องจำไว้ว่า ไม่มีตัวชี้วัดใดที่ถูกต้องแบบ 100% ดังนั้นการจัดการความเสี่ยง (Risk Management) และการยืนยันสัญญาณจากหลายแหล่งจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเทรดที่มีความสำเร็จ