This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
2026 ปี คู่มือฉบับสมบูรณ์ในการซื้อหุ้นอเมริกาในไต้หวัน: เปรียบเทียบแพลตฟอร์ม ค่าธรรมเนียม การเปิดบัญชี
ตลาดหุ้นอเมริกายาวนานเป็นที่ดึงดูดนักลงทุนไต้หวัน แต่การเลือกแพลตฟอร์มเทรดที่เหมาะสมกลับเป็นเรื่องที่หลายคนรู้สึกสับสน จริงๆ แล้ว การซื้อหุ้นอเมริกาของคนไต้หวันมีเส้นทางหลักๆ อยู่สองทาง คือ เปิดบัญชีโดยตรงกับโบรกเกอร์สากล หรือใช้บริการโบรกเกอร์ในประเทศที่ให้บริการแบบคอมมิชชั่นร่วม ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน กุญแจสำคัญคือการหาแพลตฟอร์มที่เหมาะกับสไตล์การลงทุนและขนาดทุนของตัวเองมากที่สุด
ทำไมผู้ลงทุนไต้หวันควรเลือกแพลตฟอร์มเทรดหุ้นอเมริกาอย่างจริงจัง
ตลาดมีโบรกเกอร์หุ้นอเมริกามากมาย แต่ไม่ใช่ทุกแพลตฟอร์มจะเหมาะกับนักลงทุนทุกคน บางแพลตฟอร์มเน้นเครื่องมือเทรดระดับมืออาชีพ เหมาะกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์ บางแพลตฟอร์มเน้นค่าธรรมเนียมต่ำและใช้งานง่าย เหมาะกับมือใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาด การเลือกแพลตฟอร์มผิดอาจทำให้ต้นทุนการเทรดสูงขึ้น หรือเกิดปัญหาเรื่องภาษา บริการ หรือการสนับสนุนด้านเทคนิค ซึ่งส่งผลต่อประสบการณ์การลงทุน ดังนั้น ก่อนซื้อหุ้นอเมริกาจากไต้หวัน ควรทำความเข้าใจลักษณะเด่นของแต่ละแพลตฟอร์มให้ดีเสียก่อน
แผนที่การเลือกโบรกเกอร์หุ้นอเมริกาสำหรับนักลงทุนไต้หวัน
เพื่อรองรับความต้องการลงทุนที่แตกต่างกัน เราได้คัดเลือก 5 แพลตฟอร์มเทรดหุ้นอเมริกาที่มีขนาดใหญ่และเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ มาเปรียบเทียบในหลายมิติ เช่น ค่าธรรมเนียม การถอนเงิน การควบคุมดูแล และสินค้าที่เทรด:
โบรกเกอร์สากล vs โบรกเกอร์ในประเทศ: แบบไหนเหมาะกับคุณ
ข้อดีและกรณีใช้งานของโบรกเกอร์สากล
Interactive Brokers ก่อตั้งปี 1977 เป็นที่รู้จักในด้านความสามารถสูง เหมาะกับนักเทรดที่มีปริมาณการเทรดมาก โครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบขั้นบันได ยิ่งเทรดมากต่อหุ้นก็ยิ่งถูกลง เหมาะกับนักลงทุนที่มีทุนจำนวนมาก แพลตฟอร์มรองรับสินทรัพย์หลากหลาย เช่น หุ้น ETF ฟิวเจอร์ ฟอเร็กซ์ และรองรับตลาดหลายประเทศ (อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ) เหมาะกับมืออาชีพ แต่หน้าจออาจดูซับซ้อนสำหรับมือใหม่ และอาจไม่เหมาะกับนักลงทุนที่มีทุนต่ำ
Mitrade เป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ตั้งแต่ปี 2011 มีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่าแสนคน จุดเด่นคือใช้งานง่าย ค่าธรรมเนียมต่ำ และให้บริการในภาษาไทยเต็มรูปแบบ รวมถึงการสนับสนุนลูกค้าแบบครบถ้วน
จุดเด่นคือ ค่าคอมมิชชั่นเป็นศูนย์ สเปรดต่ำสุด 0.01 จุด สามารถใช้เลเวอเรจ 1-10 เท่า และรองรับการฝากถอนเป็นเงินบาทโดยตรง ซึ่งหมายความว่า คุณไม่จำเป็นต้องแปลงเป็นดอลลาร์ก่อน หรือใช้วิธีโอนเงินระหว่างประเทศที่ซับซ้อน เพียงฝากเงินบาทก็เริ่มเทรดได้เลย สำหรับนักลงทุนรายย่อย การใช้เลเวอเรจต่ำของ Mitrade ทำให้สามารถเริ่มต้นด้วยเงินเพียงประมาณ 50 ดอลลาร์ ก็สามารถสัมผัสประสบการณ์การเทรดหุ้นอเมริกาได้แล้ว
SogoTrade, Firstrade และ Fidelity ก็มีบริการเทรดแบบไม่มีค่าคอมมิชชั่น แต่ก็มีจุดเด่นแตกต่างกัน เช่น SogoTrade คิดค่าธรรมเนียมต่อคำสั่งต่ำกว่า 100 หุ้นที่ $2.88; Firstrade โฆษณาว่าเปิดบัญชีโดยไม่มีขั้นต่ำ แต่การตอบสนองของฝ่ายบริการอาจมีความล่าช้า; Fidelity เป็นบริษัทขนาดใหญ่ แต่ในไทยไม่สามารถเปิดบัญชีโดยตรงได้ จึงเป็นตัวเลือกสำรอง
โบรกเกอร์ในประเทศ (โบรกเกอร์ในไต้หวัน) กับบริการคอมมิชชั่นร่วม
นักลงทุนที่ไม่อยากเปิดบัญชีต่างประเทศโดยตรง สามารถใช้บริการซื้อขายหุ้นอเมริกาผ่านโบรกเกอร์ในประเทศ ซึ่งเป็นการให้บริการแบบคอมมิชชั่นร่วม (โบรกเกอร์ในไทยจะเป็นตัวแทนสั่งซื้อให้)
ตัวอย่างโบรกเกอร์ในไต้หวันที่นิยมใช้:
Yuan Ta Securities (ยูนต้า) ก่อตั้งปี 1961 เป็นโบรกเกอร์เก่าแก่ที่สุดในไต้หวัน ค่าธรรมเนียมประมาณ 0.5-1% ขั้นต่ำประมาณ 35 ดอลลาร์ มีสาขาทั่วประเทศ
Fubon Securities (ฟูบอน) ก่อตั้งปี 1988 ค่าธรรมเนียม 0.25% ไม่มีขั้นต่ำ รองรับการฝากถอนผ่านธนาคารในเครือข่ายกว่า 40 แห่ง
KGI Securities (เคจีไอ) ก่อตั้งปี 1988 รวมบัญชีหุ้นในประเทศ หุ้นต่างประเทศ กองทุนในบัญชีเดียวกัน กระบวนการเปิดบัญชีง่าย ค่าธรรมเนียมประมาณ 0.5-1% ขั้นต่ำประมาณ 39.9 ดอลลาร์
Yuanta Securities (ยูนต้า) อีกแห่งหนึ่งที่รองรับการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมประมาณ 0.2% และมีค่าธรรมเนียมต่ำสุดเพียง 3 ดอลลาร์ จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนในประเทศ
Mega Securities (เมก้า) ก่อตั้งปี 1988 รองรับหลายบัญชีและธนาคารในไทย ค่าธรรมเนียมประมาณ 0.2% ขั้นต่ำ 3 ดอลลาร์
Ta Chong Securities (เต้าชง) ก่อตั้งปี 1989 มีค่าธรรมเนียม 0.1 ดอลลาร์ต่อหุ้น ขั้นต่ำ 1 ดอลลาร์ ซึ่งเหมาะกับการเทรดขนาดเล็ก
วิธีเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะกับตัวเอง
นักลงทุนควรพิจารณาจาก 5 ปัจจัยหลักดังนี้:
1. ขนาดทุนและสไตล์การลงทุน
2. ความปลอดภัยและการควบคุมดูแล
แพลตฟอร์มที่ได้รับการควบคุมโดยหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เช่น FINRA, SIPC, ASIC, CySEC จะมีการคุ้มครองเงินลงทุนของคุณในกรณีที่บริษัทล้มละลาย ซึ่งในทุกแพลตฟอร์มที่แนะนำก็ได้รับการควบคุมดูแลอยู่แล้ว
3. สินค้าและเครื่องมือเทรด
ถ้าคุณสนใจแค่หุ้นและ ETF ก็ใช้แพลตฟอร์มทั่วไปได้ แต่ถ้าต้องการเทรดออปชัน ฟิวเจอร์ ฟอเร็กซ์ หรือคริปโต ก็เลือก IB หรือ Mitrade ที่รองรับสินค้าหลายประเภทมากกว่า Mitrade ยังมีเครื่องมือวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารที่ครบครัน
4. ภาษาและบริการลูกค้า
สำหรับนักลงทุนไทย ควรเลือกแพลตฟอร์มที่มีบริการเป็นภาษาไทยเต็มรูปแบบ เช่น Mitrade ที่ให้บริการลูกค้าตลอด 24/5 เป็นภาษาไทย รวมถึงการสนับสนุนด้านเทคนิคและคำแนะนำต่างๆ
5. ความสะดวกในการฝากถอนเงิน
Mitrade รองรับการฝากถอนเป็นเงินบาทและโอนเร็ว ส่วนโบรกเกอร์สากลอาจต้องผ่านธนาคารระหว่างประเทศ ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่า ในขณะที่โบรกเกอร์ในประเทศก็เชื่อมต่อกับระบบธนาคารไทยโดยตรง
ขั้นตอนเปิดบัญชีซื้อหุ้นอเมริกากับ Mitrade อย่างละเอียด
ตัวอย่างการเปิดบัญชีแบบครบถ้วน:
ขั้นตอนที่ 1: สร้างบัญชี
ขั้นตอนที่ 2: ยืนยันตัวตนและฝากเงิน
ขั้นตอนที่ 3: เลือกสินค้าที่จะเทรดและวางคำสั่ง
เงินลงทุนเริ่มต้นสำหรับคนงบน้อย: คุณต้องใช้เท่าไหร่
หลายคนเข้าใจผิดว่าการเปิดบัญชีหุ้นอเมริกาต้องจ่ายค่าธรรมเนียม แต่จริงๆ แล้ว การเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตมักไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
สำหรับการซื้อหุ้นจริง ขึ้นอยู่กับราคาหุ้นและจำนวนหุ้น เช่น หุ้นยอดนิยมบางตัวราคา 500-1000 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับนักลงทุนรายย่อย
แต่ในปัจจุบัน ยังมีทางเลือกคือ การเทรดแบบ CFD (สัญญาสำหรับส่วนต่าง) ซึ่งเป็นการเทรดโดยใช้มาร์จินและเลเวอเรจ ทำให้คุณสามารถเปิดตำแหน่งด้วยเงินน้อยมาก เช่น ใช้เลเวอเรจ 2 เท่า ก็สามารถลงทุนด้วยเงินเพียง 250 ดอลลาร์ สำหรับหุ้นมูลค่า 500 ดอลลาร์
ค่าใช้จ่ายหลักของ CFD คือ:
สำหรับนักลงทุนรายย่อย การใช้เลเวอเรจต่ำและ CFD จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการเริ่มต้น ด้วยต้นทุนต่ำและความเสี่ยงที่ควบคุมได้
เครื่องมือวิเคราะห์และเทคนิคขั้นสูงในแพลตฟอร์มเทรดหุ้นอเมริกา
เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันทำให้แพลตฟอร์มเทรดไม่ใช่แค่การซื้อขายอย่างเดียว แต่ยังมีเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลและช่วยตัดสินใจมากมาย เช่น:
เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ทั้งมือใหม่และมืออาชีพสามารถบริหารความเสี่ยงและวางกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำแนะนำสุดท้าย: วิธีเลือกแพลตฟอร์มซื้อหุ้นอเมริกาที่เหมาะกับตัวเอง
ไม่มีแพลตฟอร์มไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่มีแพลตฟอร์มที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ ควรพิจารณาตามลำดับดังนี้:
สุดท้าย สิ่งสำคัญคือ การเลือกแพลตฟอร์มที่ตรงกับขนาดทุน ความเสี่ยงที่รับได้ และสไตล์การลงทุนของคุณ เพราะการลงทุนในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการซื้อหุ้นในตลาดในประเทศ ควรเลือกอย่างรอบคอบและมีความรู้ก่อนลงมือจริง