กลยุทธ์การเพิ่มผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ: ตั้งแต่การลงทุนที่ปลอดภัยไปจนถึงการเพิ่มผลกำไรสูงสุด

ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจยิ่งเพิ่มขึ้น นักลงทุนก็ยิ่งมองหา ผลตอบแทนที่มั่นคงและสามารถคาดการณ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในตลาดการเงินโลก และกลายเป็นสินทรัพย์หลักในพอร์ตโฟลิโอของนักลงทุนรายบุคคล พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล จึงไม่ใช่แค่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนจริงได้ด้วยกลยุทธ์ที่เหมาะสม

ทำไม นักลงทุนจึงให้ความสนใจกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ?

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถือเป็นเครื่องมือการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดในโลก เนื่องจากความเชื่อมั่นในความสามารถและความตั้งใจในการชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐเป็นหลัก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหรือความผันผวนของตลาด นักลงทุนจะไหลเข้าไปลงทุนในพันธบัตรสหรัฐที่มีความเสี่ยงแทบจะเป็นศูนย์ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านขาดทุนจริง

แต่คุณค่าของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐไม่ได้มีแค่ความปลอดภัยเท่านั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังเป็นตัวชี้วัดอัตราดอกเบี้ยในตลาด และเป็นเข็มทิศในการประเมินสุขภาพของเศรษฐกิจโลก นักลงทุนสามารถรับดอกเบี้ยเป็นรายงวด และได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนด นอกจากนี้ยังมีสภาพคล่องสูง สามารถขายในตลาดได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

ทำความเข้าใจโครงสร้างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

เวลานักลงทุนลงทุนในพันธบัตรสหรัฐ สิ่งที่มักสับสนคือความแตกต่างระหว่าง ‘อัตราดอกเบี้ย’ กับ ‘อัตราผลตอบแทน’ ซึ่งจำเป็นต้องเข้าใจให้ถูกต้องเพื่อการตัดสินใจลงทุนที่แม่นยำ

อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดในช่วงออกพันธบัตร เรียกว่า “อัตราดอกเบี้ยหน้าตัก” (Coupon Rate) เช่น ถ้าซื้อพันธบัตรที่อัตราดอกเบี้ย 5% ก็จะได้รับดอกเบี้ยตามอัตรานี้ทุกปี ไม่ว่าจะซื้อในราคาเท่าไหร่ แต่เมื่อพันธบัตรถูกซื้อขายในตลาด ราคาจะเปลี่ยนแปลงตามอัตราผลตอบแทน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดจะเปลี่ยนแปลงแบบเรียลไทม์ตามอัตราดอกเบี้ยในตลาด ถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง เพื่อให้ผลตอบแทนเท่ากับอัตราตลาด และในทางกลับกัน ถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง ราคาพันธบัตรจะปรับตัวสูงขึ้น ผลก็คือ “ราคาพันธบัตรกับอัตราผลตอบแทนเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม”

พันธบัตรสหรัฐแบ่งตามระยะเวลาถือครองเป็น 3 ประเภทหลัก คือ T-bill (พันธบัตรระยะสั้นของกระทรวงการคลัง) ซึ่งมีอายุไม่ถึง 1 ปี ให้สภาพคล่องสูงสุด, T-note (พันธบัตรระยะกลาง) อายุ 1-10 ปี ให้ผลตอบแทนปานกลาง, และ T-bond (พันธบัตรระยะยาว) อายุ 10-30 ปี ให้ผลตอบแทนสูง แต่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น

โดยเฉพาะพันธบัตร 10 ปี เป็นเกณฑ์อ้างอิงสำคัญในตลาดการเงินโลก และเป็นตัวบ่งชี้แนวโน้มเศรษฐกิจทั่วโลก

4 ข้อดีหลักของการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

ทำไมพันธบัตรสหรัฐถึงเป็นที่นิยมในกลุ่มนักลงทุนทั่วโลก? คำตอบคือ

  1. ความปลอดภัยสูงสุด: รัฐบาลสหรัฐรับประกันการชำระหนี้อย่างแน่นอน จึงแทบไม่มีความเสี่ยงล้มละลาย จึงถูกเรียกว่าสินทรัพย์ “ไม่มีความเสี่ยง” (Risk-Free Asset)

  2. ผลตอบแทนที่คาดการณ์ได้: ตั้งแต่วันที่ซื้อจนถึงวันครบกำหนด นักลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรายได้เสถียร เช่น ผู้เกษียณอายุ

  3. สภาพคล่องสูงมาก: ตลาดพันธบัตรสหรัฐเป็นตลาดที่มีการซื้อขายกันอย่างคึกคักที่สุดในโลก สามารถขายได้ทุกเมื่อที่ต้องการ โดยไม่ต้องรอนาน

  4. สิทธิประโยชน์ทางภาษี: ดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐเสียภาษีในระดับรัฐบาลกลางเท่านั้น ส่วนภาษีของรัฐและท้องถิ่นจะได้รับการยกเว้น ทำให้ผลตอบแทนหลังหักภาษีสูงขึ้น

4 ความเสี่ยงที่นักลงทุนในพันธบัตรสหรัฐต้องรู้

ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐด้วยเช่นกัน

  1. ความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ย: หากซื้อพันธบัตรแล้วอัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง หากขายก่อนครบกำหนดอาจขาดทุนได้ โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น

  2. ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ: ดอกเบี้ยคงที่ หากอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับจริง ผลตอบแทนที่แท้จริงจะลดลง เช่น ถ้าดอกเบี้ย 3% แต่เงินเฟ้อ 5% ผลตอบแทนเป็นลบ แต่มีพันธบัตรปรับตามภาวะเงินเฟ้ออย่าง TIPS ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงนี้

  3. ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน: สำหรับนักลงทุนในไทย หากซื้อพันธบัตรด้วยดอลลาร์ เมื่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เมื่อแปลงเป็นบาทจะได้ผลตอบแทนลดลง

  4. ความเสี่ยงด้านเครดิต: ถึงแม้โอกาสที่รัฐบาลสหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้ต่ำมาก แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ในเชิงทฤษฎี หากเกิดวิกฤตการคลังรุนแรงหรือปัญหาทางการเมือง

วิธีการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐให้เหมาะสมกับเป้าหมาย

การลงทุนในพันธบัตรสหรัฐสามารถทำได้ 3 วิธีหลัก ซึ่งเหมาะกับลักษณะนักลงทุนที่แตกต่างกัน

1. ซื้อโดยตรง (Direct Purchase): สำหรับนักลงทุนที่ต้องการควบคุมเต็มที่

นักลงทุนรายบุคคลสามารถซื้อพันธบัตรโดยตรงจากเว็บไซต์ TreasuryDirect ของกระทรวงการคลังสหรัฐ หรือผ่านโบรกเกอร์ในตลาดรอง

ข้อดีคือ ควบคุมการลงทุนได้เต็มที่ เลือกซื้อขายพันธบัตรแต่ละรายการเอง ไม่มีค่าธรรมเนียมบริหาร ถ้าถือจนครบกำหนดจะได้รับดอกเบี้ยและเงินต้นเต็มจำนวน

ข้อเสียคือ มีข้อจำกัดด้านจำนวนเงินสูงสุดต่อคน เช่น TreasuryDirect จำกัดไว้ที่ $10,000 ต่อคน การจัดการหลายรายการอาจยุ่งยาก และหากขายก่อนครบกำหนดในช่วงอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น อาจขาดทุนได้

เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่วางแผนถือจนครบกำหนด และต้องการรายได้เสถียร

2. กองทุนรวมพันธบัตร (Bond Funds): สำหรับผู้ที่ต้องการมืออาชีพบริหารจัดการ

กองทุนรวมพันธบัตรมีผู้จัดการกองทุนบริหารพอร์ตโฟลิโอของนักลงทุนหลายราย โดยปรับกลยุทธ์ตามสภาวะตลาด

ข้อดีคือ การกระจายความเสี่ยงและการบริหารโดยมืออาชีพ ลงทุนขั้นต่ำไม่สูงมาก สามารถเข้าถึงพอร์ตพันธบัตรหลายรายการได้ง่าย และลดความเสี่ยงจากการลงทุนในพันธบัตรรายเดียว

ข้อเสียคือ ค่าธรรมเนียมการบริหารที่ลดผลตอบแทน และไม่มีการควบคุมพันธบัตรแต่ละรายการโดยตรง

เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการมืออาชีพดูแล แต่ไม่อยากบริหารเอง

3. ETF พันธบัตร (Bond ETFs): ลงทุนแบบต้นทุนต่ำและกระจายความเสี่ยง

กองทุน ETF ที่ติดตามดัชนีพันธบัตร เป็นการลงทุนแบบ passive สามารถซื้อขายในตลาดหุ้นได้ตลอดเวลา

ข้อดีคือ ค่าธรรมเนียมต่ำ การซื้อขายง่าย สภาพคล่องสูง และสามารถลงทุนด้วยเงินน้อย กระจายความเสี่ยงได้ดี

ข้อเสียคือ ราคาขึ้นลงตามตลาดและดัชนี ไม่สามารถคาดหวังผลตอบแทนเกินดัชนีได้ และอาจได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าการบริหารแบบ active

เหมาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นความคุ้มค่าต้นทุนและเชื่อในประสิทธิภาพของตลาด

กลยุทธ์การลงทุนในพันธบัตรสหรัฐสำหรับนักลงทุนไทย

นักลงทุนในไทยควรพิจารณาปัจจัยพิเศษ เช่น

การบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

ค่าเงินดอลลาร์เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด หากดอลลาร์แข็งค่า ผลตอบแทนในบาทจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าอ่อนค่าลง ผลตอบแทนจะลดลง การใช้เครื่องมือ Hedge เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นกลยุทธ์ที่นิยม

กลยุทธ์ Duration

Duration คือความไวของพันธบัตรต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ยิ่งนาน ยิ่งเสี่ยงต่อความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย นักลงทุนที่ต้องการความเสี่ยงต่ำ ควรเลือกพันธบัตรระยะสั้นหรือมี Duration สั้น

การวางแผนภาษี

อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐเสียภาษีในระดับรัฐบาลกลาง ส่วนในไทยอาจมีการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางแผนให้เหมาะสมและใช้สิทธิประโยชน์จากข้อตกลงภาษีซ้อน

ตัวอย่างการจัดพอร์ตโฟลิโอของนักลงทุนไทย

สมมุติว่ามีการจัดพอร์ตโฟลิโอแบบสมดุล โดยถือพันธบัตรไทย 50% และพันธบัตรสหรัฐ 50% ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจแต่ละประเทศ และสร้างการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ ยังสามารถปรับกลยุทธ์โดยเฉพาะการ hedge อัตราแลกเปลี่ยนในส่วนของพันธบัตรสหรัฐครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นในสภาวะดอลลาร์แข็งค่า และลดความเสี่ยงเมื่อดอลลาร์อ่อนค่า

สรุป: การวางแผนอย่างเป็นระบบคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจโลก เป็นโอกาสสร้างรายได้ และเป็นเครื่องมือเสริมความมั่นคงให้พอร์ตโฟลิโอ

การเน้นแต่ความปลอดภัยหรือผลตอบแทนเพียงด้านเดียวอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น สิ่งสำคัญคือการวางแผนตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่ยอมรับได้อย่างเป็นระบบ

สำหรับนักลงทุนไทย ควรผสมผสานพันธบัตรสหรัฐและพันธบัตรไทยอย่างเหมาะสม ควบคุมความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และวางแผนภาษีอย่างรอบคอบ เลือกวิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับเวลา ความเชี่ยวชาญ และขนาดเงินลงทุนของตนเอง

สุดท้าย การลงทุนในอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเป็นเรื่องของข้อมูลและการตัดสินใจที่มีพื้นฐานที่ดี ศึกษาให้เข้าใจและเตรียมพร้อมก่อนลงทุน จะช่วยสร้างพอร์ตโฟลิโอที่มั่นคงและให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ดูต้นฉบับ
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด