This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
น้ำมันขาขึ้น หุ้นน้ำมันที่ควรติดตามในปี 2026: 10 หุ้นที่สนใจ
เมื่อพูดถึงการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าพอร์ต นักลงทุนหลายคนมักมองไปที่ทองคำ สกุลเงิน หรือคริปโทเคอร์เรนซี่ แต่อาจลืมไปว่าสินทรัพย์ที่ใกล้ตัวและติดตามข่าวสารอยู่เสมอคือ “น้ำมัน” ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีมูลค่ามหาศาล ในฐานะ “ทองคำสีดำ” น้ำมันไม่เพียงแต่เป็นสินทรัพย์ที่ใช้งาน แต่ยังเป็นโอกาสการลงทุนผ่าน หุ้นน้ำมัน ที่มีศักยภาพสูง บทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักอย่างลึกซึ้งกับ หุ้นน้ำมัน และโอกาสการลงทุนในปี 2026
ทำความเข้าใจโครงสร้างธุรกิจน้ำมัน: ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
หุ้นกลุ่มพลังงานและน้ำมันได้รับความนิยมมากจากนักลงทุนเพราะบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากดำเนินธุรกิจในสาขานี้ การเข้าใจประเภทธุรกิจที่ต่างกันจะช่วยให้คุณเลือกลงทุนได้อย่างฉลาดยิ่งขึ้น
ธุรกิจน้ำมันแบ่งออกเป็นสามส่วนหลักตามลำดับการผลิต ส่วนแรกคือ ธุรกิจต้นน้ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสำรวจและขุดเจาะแหล่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ทั้งบนบกและในทะเล บริษัทจากส่วนนี้ส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติไปยังโรงกลั่น การวิเคราะห์หุ้นกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยสองประการคือราคาน้ำมันดิบและอัตราแลกเปลี่ยน ตัวอย่างหุ้นของบริษัทต้นน้ำ ได้แก่ ExxonMobil (XOM), Chevron (CVX), ConocoPhillips (COP), EOG Resources (EOG), และ Occidental Petroleum (OXY)
ธุรกิจกลางน้ำ เป็นส่วนของโรงกลั่นน้ำมัน ที่รับน้ำมันดิบเข้ามากลั่นเพื่อผลิตน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซิน ดีเซล น้ำมันหล่อลื่น และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีต่างๆ ปัจจัยสำคัญสำหรับหุ้นกลุ่มนี้คือค่าการกลั่นและการบริหารสต็อกน้ำมัน บริษัทน้ำมันที่ดำเนินธุรกิจกลางน้ำ ได้แก่ Enterprise Products Partners (EPD), Kinder Morgan (KMI), Williams Companies (WMB), Enbridge (ENB), และ Magellan Midstream Partners (MMP)
ธุรกิจปลายน้ำ คือการค้าปลีกและการจัดจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการต่างๆ นักลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ต้องคำนึงถึงค่าการตลาดและการบริหารจัดการพื้นที่บริการให้มีประสิทธิภาพ บริษัทปลายน้ำที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Phillips 66 (PSX), Valero Energy Corporation (VLO), Marathon Petroleum Corporation (MPC), Royal Dutch Shell (RDS-A), และ TotalEnergies (TTE)
5 หุ้นน้ำมันไทยที่มาแรงและดีกว่าในสายตานักลงทุน
ประเทศไทยมีบริษัท หุ้นน้ำมัน หลักสำคัญห้าแห่งที่ควรติดตามสำหรับการลงทุนระยะยาว
ปตท. (PTT) ถือเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติของไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 1978 และเป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การกลั่น ไปจนถึงการจัดจำหน่ายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ปตท. ยังเล่นบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ปัจจุบัน PTT มีมูลค่าตลาด 906.9 พันล้านบาท ที่ราคา 31.75 บาทต่อหุ้น โดยนักวิเคราะห์จาก investing.com คาดว่าราคาในปี 2026 อาจอยู่ที่ 43.00 บาท (สูงสุด) และ 29.50 บาท (ต่ำสุด)
พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เป็นบริษัทชั้นนำในการผลิตเคมีภัณฑ์และพลาสติก ภายใต้เครือ ปตท. PTTGC ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำด้านการผลิตเคมีภัณฑ์ที่มีความยั่งยืน โดยลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มูลค่าตลาดปัจจุบัน 109 พันล้านบาท ที่ราคา 24.30 บาทต่อหุ้น โดยคาดว่าในปี 2026 ราคาอาจสูงถึง 39.00 บาท
ไทยออยล์ (TOP) ก่อตั้งขึ้นในปี 1961 เป็นบริษัทในเครือ PTT Group ที่มีบทบาทสำคัญในการกลั่นน้ำมัน TOP ยังดำเนินธุรกิจจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการ Thai Oil Station และให้บริการลูกค้าภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังเน้นพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดและใช้เทคโนโลยีการประหยัดพลังงาน มูลค่าตลาด 62 พันล้านบาท ที่ราคา 28.00 บาทต่อหุ้น โดยคาดการณ์ราคาในปี 2026 สูงถึง 70.00 บาท
บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ก่อตั้งขึ้นในปี 1979 ดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมัน การจัดจำหน่าย และพัฒนาพลังงานทดแทน บางจากมีเครือข่ายสถานีบริการขนาดใหญ่ทั่วประเทศ พร้อมผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น เบนซิน ดีเซล และแก๊สธรรมชาติ (CNG) มูลค่าตลาด 48 พันล้านบาท ที่ราคา 35.25 บาทต่อหุ้น โดยคาดการณ์ราคาสูงสุด 62.00 บาท
พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) ก่อตั้งขึ้นในปี 2000 เป็นผู้นำในการจัดจำหน่ายน้ำมันและพลังงาน บริษัทเน้นการลงทุนในพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มูลค่าตลาด 13.861 พันล้านบาท ที่ราคา 8.30 บาทต่อหุ้น โดยคาดว่าราคาอาจสูงถึง 11.00 บาท
หุ้นน้ำมันสหรัฐฯ: บริษัทผู้นำโลกที่ควรรู้จัก
นอกจากประเทศไทยแล้ว หุ้นน้ำมันจากสหรัฐอเมริกาและจากต่างประเทศก็เป็นตัวเลือกที่สำคัญสำหรับนักลงทุนในสากล
Saudi Aramco เป็นบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลกที่มีสำรองน้ำมันดิบเป็นอันดับสอง ธุรกิจของบริษัทครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ (การสำรวจและขุดเจาะ) ไปถึงปลายน้ำ (การกลั่นและผลิตปิโตรเคมี) บริษัทมีบ่อน้ำมันกว่า 100 แห่ง และมีความสามารถในการผลิตสูงสุด 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน มูลค่าตลาด $1.803 T ที่ราคา $28.00 ต่อหุ้น โดยคาดการณ์ราคา 2026 อาจสูงถึง $37.00
ExxonMobil (XOM) เป็นบริษัทน้ำมันและก๊าซครบวงจรชั้นนำของโลก มีการดำเนินงานในหลายภูมิภาค ตั้งแต่อเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา ไปถึงเอเชียแปซิฟิก บริษัทก่อตั้งขึ้นจากการควบรวมระหว่าง Exxon และ Mobil ในปี 1999 ซึ่งมาจาก Standard Oil ที่ก่อตั้งโดย จอห์น ดี. ร็อกเกอะเฟลเลอร์ มูลค่าตลาด $467.98 B ที่ราคา $106.48 ต่อหุ้น โดยคาดการณ์ราคาปลายปี 2026 อาจสูงถึง $147.00
Chevron (CVX) เป็นบริษัทพลังงานครบวงจรขนาดใหญ่ที่มีสำนักงานใหญ่ที่แคลิฟอร์เนีย Chevron มีโครงการสำคัญในหลายภูมิภาคและมุ่งเน้นการสำรวจและผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ยังลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น ไฮโดรเจนและการดักจับคาร์บอน มูลค่าตลาด $256.74 B ที่ราคา $144.00 ต่อหุ้น โดยคาดการณ์ราคาสูงถึง $197.00 ในปี 2026
PetroChina ดำเนินธุรกิจสำรวจ พัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ก่อตั้งขึ้นในปี 2542 เป็นผลจากการปรับโครงสร้าง CNPC มูลค่าตลาดในเดือนกรกฎาคม 2567 คือ $258.72 B ทำให้ PetroChina เป็นบริษัทในอันดับที่ 39 ของโลก ปัจจุบันราคา $0.78 ต่อหุ้น โดยคาดการณ์ราคาสูงถึง $1.27
Royal Dutch Shell เป็นบริษัทพลังงานข้ามชาติดัตช์-อังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี 1907 จากการควบรวมระหว่างรอยัลดัตช์ปิโตรเลียมและเชลล์ บริษัทเป็นผู้นำในการจัดจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการทั่วโลก ในเดือนพฤศจิกายน 2024 ศาลอุทธรณ์เนเธอร์แลนด์ได้ยกเลิกคำสั่งบังคับให้ Shell ลดคาร์บอน 45% ภายในปี 2030 มูลค่าตลาด $187.44 B ที่ราคา $61.69 ต่อหุ้น โดยคาดการณ์ราคาสูงถึง $67.82
4 วิธีการลงทุนในน้ำมัน: เลือกทางไหนให้เหมาะสมกับตัวเอง
มีช่องทางการลงทุนในสินทรัพย์ หุ้นน้ำมัน และสินทรัพย์พลังงานอื่นๆ ที่หลากหลาย แต่ละทางมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน
วิธีที่หนึ่ง: กองทุนน้ำมัน กองทุนประเภทนี้ลงทุนผ่านสัญญาฟิวเจอร์สของน้ำมันดิบโลก โดยส่วนใหญ่อ้างอิงจาก WTI เพื่อให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน ถึงแม้ว่าจะไม่ตรงกัน 100% แต่ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ตรงเป้า
วิธีที่สอง: ETF กลุ่มพลังงาน Exchange Traded Fund เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยอยู่แล้ว สามารถเทรดเหมือนหุ้นธรรมดา ในปัจจุบันมี 2 กองที่โดดเด่น ได้แก่ ENGY และ ENY
วิธีที่สาม: หุ้นน้ำมันรายตัว เป็นการลงทุนโดยเลือกหุ้นเองจากบริษัทต่างๆ ในกลุ่มต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ แต่ละส่วนให้ผลประโยชน์ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน
วิธีที่สี่: ซื้อขาย CFD ผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศ CFD (Contract For Difference) เป็นสัญญาส่วนต่างที่อิงจากราคาหุ้นแม่ ข้อดีของการเทรด CFD ได้แก่:
การลงทุนในน้ำมันโดยตรงมีข้อดีในเรื่องที่ผลกระทบจากปัจจัยภายนอกน้อยกว่า และสามารถคาดการณ์ราคาได้ง่ายกว่าการลงทุนในหุ้นบริษัท
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนราคาน้ำมันและหุ้นพลังงาน
ราคาน้ำมันและราคาหุ้นพลังงานนั้นได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรติดตาม
สภาพเศรษฐกิจโลก เป็นปัจจัยหลัก เมื่อศรษฐกิจโลกเติบโต ความต้องการน้ำมันจะเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ในทางตรงข้าม ถ้าเศรษฐกิจถดถอย ราคาน้ำมันก็อาจปรับตัวลงตามการลดลงของความต้องการ ตัวอย่างเช่น ในช่วงโรคระบาด COVID-19 เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างมาก แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจฟื้นตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
กำลังการผลิตของผู้ผลินและโรงกลั่น มีความสำคัญอย่างมาก ถ้าผู้ผลิตไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เพียงพอกับความต้องการ ราคาก็จะเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าผลิตน้ำมันมากกว่าความต้องการ ราคาจะปรับตัวลดลง กลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น OPEC, รัสเซีย สหรัฐ และจีน มีบทบาทมากในการกำหนดทิศทางราคา
ฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศ ส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมัน เช่น ในฤดูหนาวของยุโรปและสหรัฐ ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาเพื่อทำความอบอุ่นจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก (Heating Oil)
ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ มีอิทธิพลต่อการผลิตและการขนส่ง แถบตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเป็นภูมิภาคหลักของผู้ผลิตน้ำมันโลก ถ้าบริเวณนี้เกิดความไม่สงบ ความขัดแย้งทางการเมือง หรือการยุ่งเหยิงทางทหาร ก็จะส่งผลต่อปริมาณการผลิต
ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินท้องถิ่นกับเงินดอลลาร์จะส่งผลต่อต้นทุนการลงทุน
ข้อดีของการลงทุนในหุ้นน้ำมันและพลังงาน
การลงทุนใน หุ้นน้ำมัน มีข้อดีที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความเสถียรและรายได้ระยะยาว
ความเสถียรในราคาและความต้านทานต่อความผันผวน ราคาน้ำมันมีความผันผวนในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ในระยะยาว ตลาดน้ำมันมักมีความเสถียร การลงทุนในหุ้นน้ำมันอาจช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวน
ความต่อเนื่องของอุตสาหกรรม น้ำมันใช้ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ตั้งแต่การขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิต ไปถึงการใช้เป็นเชื้อเพลิง ความต่อเนื่องนี้สร้างความเสถียรให้กับกลุ่มหุ้นพลังงาน
อัตรากำไรสูง บริษัทหุ้นน้ำมันจำนวนมากมีอัตรากำไรสูงจากการขายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
เงินปันผล (Dividend) บริษัทหุ้นน้ำมันจำนวนมากมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น เมื่อบริษัทมีผลกำไร การได้รับเงินปันผลนี้เป็นแหล่งรายได้เพิ่มเติม
การป้องกันและการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง การลงทุนในหุ้นน้ำมันอาจทำหน้าที่คุ้มครองตนเองจากความเสี่ยงทางการเงิน เนื่องจากหุ้นน้ำมันมักเป็นหลักทรัพย์ที่ลงทุนเพื่อความมั่นคงและลดความเสี่ยง
สรุป
น้ำมัน นับได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีรูปแบบการลงทุนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น หุ้นน้ำมัน กองทุน ETF หรือแม้แต่ CFD การเข้าใจในที่มาของรายได้และลักษณะธุรกิจที่เกี่ยวข้องของหุ้นน้ำมันต่างๆ ทำให้เกิดจุดแข็งและจุดที่แตกต่างกัน ซึ่งช่วยให้นักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นน้ำมันที่เหมาะสมกับเป้าหมาย
ไม่ว่าจะเป็น ExxonMobil, Chevron, Shell หรือบริษัทน้ำมันไทย เช่น ปตท., บางจาก การเข้าใจพฤติกรรมของหุ้นเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จ หากนักลงทุนทุ่มเวลาในการศึกษาและวิเคราะห์ หุ้นน้ำมัน อย่างถี่ถ้วน เชื่อได้ว่านี่จะเป็นสินทรัพย์ที่ทำกำไรให้คุณได้อย่างต่อเนื่องและน่าตื่นตาตื่นใจ เพราะน้ำมันยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนของเศรษฐกิจโลกในช่วงปีต่อๆ ไปอีกนาน