ยุคฟองสบู่แตก: เครื่องเตือนใจสำหรับนักลงทุนสมัยใหม่

เมื่อนักลงทุนพูดถึง “ยุคฟองสบู่แตก” สิ่งแรกที่นึกถึงคือความกลัวและความไม่แน่นอน เพราะนี่คือช่วงเวลาที่มูลค่าของสินทรัพย์พุ่งขึ้นจนถึงจุดสูงสุด แล้วก็ทรุด “โรง” ลงอย่างกะทันหัน ในยุคฟองสบู่แตกนี้ นักลงทุนจำนวนมากจึงสูญเสียเงินจำนวนโตได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน เหตุการณ์ฟองสบู่แตกไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดประวัติศาสตร์ประกาศว่า “ครั้งนี้ต่างกัน” แม้ว่าแต่ละครั้งก็ลงเอยด้วยผลลัพธ์เดียวกัน

ฟองสบู่แตก คืออะไร และเกิดขึ้นได้ยังไง

ฟองสบู่แตกเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่ราคาของสินทรัพย์ (หุ้น อสังหาริมทรัพย์ สกุลเงิน หรือแม้แต่สินค้าโภคภัณฑ์) พุ่งตัวขึ้นไปไกลเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง การพุ่งตัวขึ้นนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนโดยข้อเท็จจริง แต่โดยการหวังผลตอบแทนรวดเร็วของนักเก็งกำไร ความคาดหวังเกินจริงของตลาด และการสร้างวงจรบวก ที่ทำให้ผู้คนที่เห็นราคาสูงเพิ่มขึ้นแฝงเข้ามารับเงินก้อนหนึ่ง

หลักการง่ายๆ: เมื่อทำให้ราคาแยกออกจากมูลค่าแท้ ตอนหนึ่งมันต้องกลับมา การกลับมานี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและโหดร้าย

สาเหตุของการแตกนี้มักมาจากปัจจัยพื้นฐาน: ผู้ลงทุนตระหนักว่ารราคานั้นไม่มีพื้นฐานเศรษฐกิจจริงๆ อุปสงค์ชะลอตัว หรือเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจขายหนีก่อน เมื่อคลื่นการขายเริ่มด้วยคนเพียงไม่กี่คน ก็จะเป็นคลื่นคำรามที่ไม่สามารถหยุดได้ ทำให้ราคาหลุดลงเหมือนหินตกลงนอกหน้าผาในไม่กี่หนาดี

บทเรียนจากวิกฤตการณ์: ฟองสบู่สินทรัพย์ในประวัติศาสตร์

วิกฤตต้มยำกุ้ง ค.ศ. 1997: เมื่อความศรัทธากลับมาเป็นความหายนะ

ทศวรรษ 1990 ประเทศไทยเป็นตัวแบบ “เสือตัวน้อย” ของเศรษฐกิจเอเชีย อัตราการเติบโตสูงกว่า 8% ต่อปี เงินลงทุนต่างประเทศหลั่งไหลเข้าเสมือนน้ำตกนิยาย ตลาดอสังหาริมทรัพย์ฟูมฟายไปทั่ว ในช่วงเวลานั้น อัตราดอกเบี้ยสูงผิดปกติ แต่ผู้กู้ยืมแฝงเข้ามาหนาด้วยความมั่นใจว่า “ส่วนต่างของดอกเบี้ยจะคืนค่าให้อย่างแน่นอน” โครงสร้างอสังหาริมทรัพย์ขาดความสมดุล บ้านขึ้นราคาแบบวิกเวก ทำให้เกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ขนาดมหึมา

แล้ว มกราคม ค.ศ. 1997 มาถึง บาทถูกปรับลดค่าลงกว่าครึ่ง ทันใดนั้น หนี้ที่เป็นดอลลาร์กลับมีค่าเท่ากับสองเท่า ผู้กู้ยืมทั้งพวกไม่ได้ตั้งตัว ฟองสบู่ระเบิด ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุบตัว บ้านอันแพงหนึ่งคืนมาเป็นทรัพย์มิโยคำพิศวาส

วิกฤตสับไพรม์ ค.ศ. 2008: เมื่อสถาบันการเงินกลายเป็นค้ำจุนของฟอง

ไปต่อที่อเมริกา ประเทศ “ท่องแล้ว” ของตลาดหุ้นโลก ตัวเลข: ปี 2006-2008 สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่อนุมัติให้แก่คนที่ไม่มีหรือมีความสามารถในการชำระคืนน้อยมากขึ้นสูง มีสถาบันการเงินจำนวนมากอนุมัติสินเชื่อเหล่านี้ไม่ว่าจะติดตรวจหรือไม่ ก็เพราะว่า “หาธรรมชาติสินเชื่อนี้ได้เร็วและง่าย”

ปัญหามีอยู่อย่างเดียวคือ: สินเชื่อเหล่านี้พันกันเป็นเครื่องมือการเงินที่ซับซ้อน (เรียกว่า MBS - Mortgage Backed Securities) ซึ่งผู้บ่อยเจ้ารายใหญ่ลงทุนไปหมด เมื่อผู้กู้ยืมเริ่มผิดนัดชำระ MBS ที่เป็นสินเชื่อแบบนี้ก็หล่นค่า สถาบันการเงินโลกกำลังกลับหลาย หนึ่งโดมิโนล้ม

ข้อมูล: หนี้สูญที่สถาบันการเงินโลกประสบขาดทุน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ครัวเรือนอเมริกาตกฟาร์มนับล้าน และธนาคารใหญ่ๆ พังลง

ประเภทของฟองสบู่ที่นักลงทุนต้องระวัง

ฟองสบู่มีหลากหลายรูป ขึ้นอยู่กับว่ามันแตกตรงไหน:

ฟองสบู่หุ้น

เกิดเมื่อราคาหุ้นบริษัทขึ้นแบบจำเจ โดยไม่มีผลประกอบการดีขึ้นเลย ตัวอย่างคลาสสิก: ฟองสบู่ดอทคอม ในช่วงปี 1995-2000 บริษัทอินเทอร์เน็ตที่ไม่มีรายได้หรือกำไรก็ติดหลัก IPO ได้เงินไป อย่างสั่นสะ

ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์

ที่อยู่อาศัยแพงขึ้น บ่อยที่สุดเพราะคนกู้เงินจำนวนมาก อสังหาริมทรัพย์เป็นเครื่องมือเก็งกำไร (บาทซื้อเพื่อบ้านฟั้น ไม่ใช่อยู่)

ฟองสบู่สินค้าโภคภัณฑ์

ทองคำ ปิโตรเลียม หรือแม้แต่ข้าว ขึ้นราคาไหม้ เพราะเก็งกำไร การขาดข้อมูล หรือการพยากรณ์อุปสงค์ผิด

ฟองสบู่สกุลเงิน

ดอลลาร์ ยูโร บิตคอยน์ ไลท์คอยน์ ทุกอย่างสามารถมีฟองได้เมื่อมูลค่าแยกจากมูลค่าแท้

ฟองสบู่สินเชื่อ

เกิดเมื่อการให้กู้ยืมขยายตัวรวดเร็วเกินไป ตัวอย่าง: ปี 2020-2021 การให้ “เงินอมน่าวมาตา” ทำให้มีสินเชื่ออันตรายออกไปเป็นพันล้าน

กลไกการแตก: จากการเก็งกำไรสู่ความตื่นตระหนก

ฟองสบู่ไม่ได้ขึ้นมาทันที มันก่อตัวผ่านกระบวนการ 5 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นก็มีสัญญาณเตือนที่อาจเห็นได้:

ขั้นที่ 1 - สิ่งใหม่เข้ามา: เทคโนโลยี ดอกเบี้ยต่ำ หรืออุตสาหกรรมใหม่ที่ “คนบอกว่า จะเปลี่ยนแปลงโลก” นักลงทุนเริ่มสนใจ

ขั้นที่ 2 - คลื่นซื้อแรก: เงินเริ่มไหลเข้า เพราะกลัวพลาด (Fear of Missing Out) ราคาเริ่มขึ้นสำหรับจริง

ขั้นที่ 3 - ความตื่นเต้นสูงสุด: ตามหนังสือพิมพ์ทีวีข่าว ทุกคนพูดถึงมัน บาร์บาร์นวลเมืองบ้านเกิดเดินเข้ามาลงทุน ราคาพุ่งขึ้นแบบประวัติศาสตร์

ขั้นที่ 4 - สัญญาณแรก: ผู้ลงทุนฉลาดเริ่มขายเพื่อตัดสินใจคำ คนเริ่มสงสัย สัญญาณแรกของความผันผวนปรากฎ

ขั้นที่ 5 - ความตื่นตระหนก: ทันใดนั้น ทุกคนตระหนักว่า “ราคาไม่ใช่จริง” คลื่นการขายมหึมาเกิดขึ้น ราคาตกไม่สิ้นสุด ฟองแตก

ปัจจัยที่ขับเคลื่อนฟองสบู่: ดึงเหรียญทั้งสองด้าน

ไม่ใช่เรื่องแม่นหนืด ปัจจัยที่ทำให้ฟองเกิดขึ้นมีมากมาย:

ปัจจัยภายนอก:

  • อัตราดอกเบี้ยต่ำ = คนกู้เงินเพื่อลงทุนได้ราคาถูก
  • เศรษฐกิจกำลังรุ่งเรือง = คนมีความเชื่อว่า “สภาพดีต่อไป”
  • การปรับปรุงทางเทคโนโลยี = ความรู้สึกว่า “ทีมครั้งนี้ต่างกัน”
  • เงินลงทุนต่างประเทศหลั่งไหล = อุปทานเงินมากขึ้น ราคาพุ่ง

ปัจจัยทางจิตวิทยา:

  • การเก็งกำไร: “จะหาเงินเร็วๆ”
  • พฤติกรรมตามฝูง: “ทำไมเขาลงทุนแล้ว ฉันไม่ลง?”
  • มองโลกในแง่ดี (Irrational Exuberance): “คราวนี้มันต่างกันจริงๆ”
  • การยึดติดความเชื่อ: “ฉันรู้มัน จะไม่พังหรอก”
  • การคาดหวังผลกำไรรวดเร็ว: “ถ้ามีคนอื่นทำได้ ฉันก็ทำได้”

ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ราคาแยกออกจากมูลค่าแท้ เมื่อเศรษฐกิจ ข้อมูล หรือเหตุการณ์บังคับให้ผู้คนตื่นตัวขึ้น ฟองก็พอจะแตก

กลยุทธ์การป้องกันและการรับมือกับฟองสบู่

สิ่งสำคัญที่สุดคือ: เตรียมตัวจนกว่าจะถึงเวลา ไม่สามารถหลีกเลี่ยงฟองได้ แต่สามารถลดการสูญเสียได้:

1. ทบทวนวัตถุประสงค์ของคุณ ก่อนลงทุนใด ให้ถามตัวเอง: “ลงทุนเพราะอะไร?” ถ้าคำตอบคือ “เพราะเขาลงทุน” หรือ “เพื่อหาเงินเร็ว” ก็ลองข้าม นั่นคือสัญญาณของฟองเป็นแน่ชัด

2. กระจายพอร์ตโฟลิโอของคุณ ดูแลไม่ให้ตัวไข่ของเงินลงทุนอยู่ในตะกร้าเดียว ถ้าฟองสินเชื่อแตก คุณ เคยลงทุนในหุ้นปกติก็ยังโอเค

3. เก็บเงินสดไว้ เมื่อฟองแตก มันคือช่วงที่ดีเพื่อซื้อ หากคุณมีเงินสดในเข้ม คุณจะเป็นผู้ซื้อ ไม่ใช่ผู้ขาย

4. ใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไป (Dollar-Cost Averaging) แทนที่ลงทุนครั้งเดียวและครั้งใหญ่ ให้ลงทุนหลายครั้งเป็นจำนวนเล็กน้อย วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการซื้อในจุดสูงสุด

5. ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ข่าวข่าวสาร ฟินด้วย ธุรกิจสำนักของบริษัท เข้าใจว่า “ทำไมราคาควรจะขึ้น” ไม่ใช่แค่ “ขึ้นเพราะเป็นจริง”

6. ตั้งเป้าหมายการขาด-กำไรอย่างชัดเจน ระบุ: “ผลกำไร X% ฉันจะขายแน่” และ “ขาดทุน Y% ฉันจะตัด” ปฏิบัติตามแผนแม้กระทั่งเมื่ออารมณ์ขัดขวาง

7. ระมัดระวังเมื่อเห็นข่าวดีแบบต่อเนื่อง ถ้ามีข่าวดีแบบทันที นั่นคือสัญญาณของฟอง บ่อยครั้ง ปลายของฟองสบู่ก็อยู่เมื่อข่าวดีมากที่สุด

สรุป: ยุคฟองสบู่แตก เป็นวงจร ไม่ใช่ยกเว้น

ยุคฟองสบู่แตกไม่ใช่เรื่องอุบัติ หรือเรื่องของอดีต มันเป็นวงจร นี่คือส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจตลาด ราคาพุ่ง โลกตื่นเต้น ราคาร่วงลง โลกท้อ ทีแล้วเริ่มใหม่

ประวัติศาสตร์ได้สอนเราแล้วว่า:

  • ปี 1929: วิกฤตตลาดหุ้น
  • ปี 1997: วิกฤตต้มยำกุ้ง
  • ปี 2000: ฟองดอทคอม
  • ปี 2008: วิกฤตสับไพรม์
  • ปี 2018: วิกฤตคริปโต

และแล้ว ฟองใหม่ก็มาเรื่อยๆ

สิ่งที่ทำได้คือ เตรียมตัว ไม่ใช่หลีกเลี่ยง กระจายความเสี่ยง สร้างเงินสำรองไว้ เข้าใจตลาดที่คุณลงทุน และไม่ให้อารมณ์ควบคุมการตัดสินใจ

เมื่อคุณรู้เกี่ยว ยุคฟองสบู่แตก นี่ คุณจะเดินหน้าลงทุนได้อย่างรู้เท่าทันและปลอดภัยกว่า ฟองสบู่แตกนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเกม นักเล่นที่เตรียมตัวมากกว่า คือผู้ชนะ

This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด