This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
แนวต้านคือ และแนวรับคืออะไร: คู่มือการเทรดที่มีประสิทธิภาพให้กับนักลงทุน
สำหรับนักเทรดที่ต้องการสร้างกลยุทธ์เทรดที่มั่นคง การเข้าใจว่า แนวต้านคือ และแนวรับคืออะไรเป็นสิ่งสำคัญพอๆ กับการมีอาวุธที่ดีในมือ เพราะแนวรับแนวต้านไม่เพียงแต่ช่วยคุณหาจุดเข้าทำรายการที่ได้เปรียบเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณเข้าใจจิตสำนึกของตลาดได้อีกด้วย
ทำไมแนวรับและแนวต้านถึงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเทรด
ก่อนที่เราจะเข้าไปในรายละเอียดที่ซับซ้อน ให้นักเทรดรู้ไว้ก่อนว่าแนวรับและแนวต้านเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การตัดสินใจของคุณมีพื้นฐานที่ชัดเจน แม้ว่าเทรดเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่หากคุณรู้ว่าแนวรับและแนวต้านมีลักษณะเช่นไร ก็จะสามารถหาโซนที่ได้เปรียบให้ตัวเองได้
การเทรดตามแนวรับแนวต้านจึงไม่ใช่แค่การเดาว่าราคาจะขึ้นหรือลง แต่เป็นการวิเคราะห์อย่างมีระบบ เพื่อให้ทุกรายการของคุณมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี
แนวต้านคือ พื้นฐานของการวิเคราะห์เทคนิค: ความหมายตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์
ทำความเข้าใจถึงว่า แนวต้านคือ อะไรก่อน ให้เราเริ่มจากแนวคิดเศรษฐศาสตร์ที่เรียบง่าย
ในทางเศรษฐศาสตร์ ราคาเปลี่ยนแปลงเพราะความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ในระดับราคาที่มีอุปทานส่วนเกิน (Excess Supply) ราคาจะถูกกดดันให้ต่ำลง ในทางตรงกันข้าม ที่ระดับราคาที่มีอุปสงค์ส่วนเกิน (Excess Demand) ราคาจะถูกผลักให้สูงขึ้น
แนวรับ (Support) เกิดขึ้นในช่วงที่ราคามีแนวโน้มลดลง เมื่อราคาลดลงมาถึงระดับหนึ่ง แรงขายจำนวนมากจึงทำให้เกิดสมดุลกับแรงซื้อ จุดนี้คือแนวรับ ซึ่งราคามักจะหยุดลงหรือเด้งกลับขึ้นมา
แนวต้านคือ ระดับราคาที่เกิดขึ้นในแนวโน้มราคาขาขึ้น เมื่อราคาเพิ่มขึ้นไปยังระดับที่แรงขายหลักปรากฏตัว ณ จุดนี้แรงขายจะชดเชยแรงซื้อ ทำให้ราคาหยุดขึ้นหรือกลับตัวลง นี่คือสาเหตุที่ แนวต้านคือ สิ่งที่นักเทรดต้องการตรวจสอบ เพราะมันบ่งบอกว่า “ราคาเก่าแล้วที่จะขึ้นไปไหนไกลกว่านี้ในตอนนี้”
จิตวิทยาผู้ซื้อขาย: เหตุใดแนวรับและแนวต้านจึงมีพลังเช่นนี้
นอกเหนือจากเศรษฐศาสตร์แล้ว จิตวิทยาของผู้ซื้อขายยังอธิบายได้ว่าเหตุใดแนวรับและแนวต้านจึงมีความสำคัญ ในตลาดนั้น มีคนสามกลุ่มต่างกัน: คนที่ซื้อแล้วรอให้ราคาขึ้น คนที่ขายแล้วรอให้ราคาลง และคนที่ยังไม่มีสถานะแต่กำลังวาทนไหว
เมื่อราคาลดลงมาถึงระดับหนึ่ง กลุ่มคนที่ซื้อมาก่อนจะคิดว่า “ราคาจะดีดกลับแล้ว เดี๋ยวฉันจะซื้อเพิ่มเพราะราคาถูก” ในเวลาเดียวกัน คนที่ขาย (Short) ก็กำลังรอเพื่อปิดสถานะ และคนที่ไม่มีสถานะก็เห็นว่านี่คือจุดที่ดีสำหรับการเข้าซื้อ ผลคือแรงซื้อมากมายหลั่งเข้ามา ทำให้เกิด แนวรับ ที่แข็งแกร่ง
ในทางตรงกันข้าม เมื่อราคาขึ้นมา ก่อนที่จะไปให้ไกลกว่านี้ คนที่ซื้อเร็ว ๆ ก็คิดว่า “มูลค่ามากพอแล้ว ควรขายออกมา” คนที่ขาย (Short) ก็คิดเพิ่มเติมเรื่องการขาย และคนที่ไม่มีสถานะก็เห็นความเสี่ยงแล้วไม่อยากเข้าซื้อ ผลคือแรงขายเข้ามาใหญ่ หรือที่เรียกว่า แนวต้าน
แนวต้านคือจุดเปลี่ยนโซนราคา: ความหมายเชิงเทคนิค
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ให้นักเทรดรู้ว่า:
โซนแนวรับ (Zone of Support): ในแนวโน้มราคาขาลง ระดับราคาหนึ่งที่ราคามีแนวโน้มหยุดลงหรือกลับตัวเป็นขาขึ้น ที่นี่คือจุดที่นักเทรดหลายคนคิดเหมือนกัน ว่าราคาต่ำพอแล้วควรเข้าซื้อ
โซนแนวต้าน (Zone of Resistance): ในแนวโน้มราคาขาขึ้น ระดับราคาที่ราคามีแนวโน้มหยุดขึ้นหรือกลับตัวเป็นขาลง ที่นี่คือจุดที่นักเทรดคิดว่าราคาสูงพอแล้วและต้องขายออก
เมื่อแนวรับหรือแนวต้านที่แข็งแกร่งถูกทดสอบหลายครั้งด้วยปริมาณการซื้อขายมากมาย มันจึงเหมือนกับการขึ้นบันได หากแนวรับนี้ถูกเบรคเอาท์ (Breakout) มันก็จะกลับกลายเป็นแนวต้านที่แข็งแกร่ง เพราะตอนนี้ราคาได้พ้นจากระดับนี้ไปแล้ว ผู้ที่ซื้อเพื่อกำไรจึงไม่อยากให้ราคาขึ้นไปไกลกว่านี้
5 เทคนิคการหาแนวต้านอย่างแม่นยำ
ตอนนี้ที่นักเทรดเข้าใจแล้วว่า แนวต้านคือ อะไร มาดูกันว่าจะหาแนวรับและแนวต้านได้อย่างไรบ้าง
เทคนิคที่ 1: เส้นแนวโน้ม (Trendline)
ในกรณีที่ราคามีแนวโน้มชัดเจน (ไม่ใช่การหลวงในกรอบ) การตีเส้นแนวโน้มจะช่วยให้เห็นแนวรับแนวต้านได้ชัด
ในแนวโน้มราคาขาขึ้น:
ในแนวโน้มราคาขาลง:
เทคนิคที่ 2: ตัวเลขกลม ๆ (Round Number)
ตัวเลขที่ลงท้ายด้วยศูนย์ เช่น $100, $50, $10 มักมีผลทางจิตวิทยา เมื่อราคาเข้าใกล้ตัวเลขกลมเช่นนี้ ผู้คนในตลาดจึงคิดแตกต่างออกไป
ตัวอย่างเช่น: ถ้าราคาลดลงมา $10 นักเทรดจำนวนมากจะคิดว่า “ราคาที่ $10 นั้นถูกแล้ว” และหากมันลดลงจากจุดนี้เป็น $9 คนจะรู้สึกว่า “โอ๊ะ หน่วยเปลี่ยนแล้ว ราคามีราคาเกินไป” ดังนั้นจุด $10 นี้จึงเป็นแนวรับตามจิตวิทยา
เทคนิคที่ 3: เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average)
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (MA) เกิดจากการหาค่าเฉลี่ยของราคาในช่วงเวลาที่เลือก มันสามารถมองได้ว่าเป็นต้นทุนเฉลี่ยของนักเทรดในช่วงนั้น
ในแนวโน้มราคาขาขึ้น: เส้น MA มักทำหน้าที่เป็นแนวรับ เพราะราคามักจะเหนือเส้น MA เสมอ
ในแนวโน้มราคาขาลง: เส้น MA มักทำหน้าที่เป็นแนวต้าน เพราะราคามักจะต่ำกว่าเส้น MA เสมอ
เทคนิคที่ 4: อัตราส่วนฟิโบนัชชี (Fibonacci Ratio)
ฟิโบนัชชี คือลำดับตัวเลข (0, 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21…) ที่พบได้ในธรรมชาติ อัตราส่วนระหว่างตัวเลขเหล่านี้คือ 23.6%, 38.2%, 61.8%, และ 78.6%
เมื่อราคาขึ้นจากจุดที่ต่ำสุด แล้วจึงปรับตัวลงมา นักเทรดจะใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement เพื่อหาจุดที่ราคาอาจหยุดลงตามอัตราส่วนเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น หากหุ้นปรับลง 23.6% จากจุดสูงสุด นั่นคือแนวรับที่แรก
เทคนิคที่ 5: ช่องว่างราคา (Gap)
ช่องว่างราคา (Gap) เกิดขึ้นเมื่อราคาเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและเว้นช่องว่างจากราคาปิดของวันก่อนหน้า มีสามประเภท:
กลยุทธ์เทรดสามแบบที่ใช้แนวรับและแนวต้าน
เมื่อนักเทรดรู้วิธีหาแนวรับและแนวต้านแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำมันไปใช้ให้ได้ประโยชน์
กลยุทธ์ที่ 1: เทรดในกรอบ (Trading Range / Sideways)
เมื่อราคาแกว่งตัวระหว่างแนวรับและแนวต้านโดยไม่มีแนวโน้มชัดเจน กลยุทธ์คือ: ซื้อที่แนวรับ-ขายที่แนวต้าน
วิธีนี้ใช้ได้ผลเมื่อตลาดอยู่ในช่วงดูเหมือน “เบื่อ” หรือ sideways market แต่นักเทรดต้องระมัดระวังเสมอว่าแนวโน้มอาจจะเปลี่ยนทิศทาง
กลยุทธ์ที่ 2: เทรดเมื่อราคากลับตัว (Price Reversal)
เมื่อราคามีแนวโน้มชัดเจน การถึง Support หรือ Resistance อาจเป็นสัญญาณของการกลับตัว:
กลยุทธ์ที่ 3: เทรดเมื่อราคาเบรคเอาท์ (Breakout Trading)
นี่คือสถานการณ์ที่น่าตื่นเต้นที่สุด เมื่อราคาทะลุผ่านแนวรับหรือแนวต้านอย่างแข็งแกร่ง
ในแนวโน้มขาขึ้น:
ในแนวโน้มขาลง:
3 ข้อที่ต้องระวังเมื่อเทรดด้วยแนวรับแนวต้าน
แม้ว่าแนวรับแนวต้านเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็มีข้อเสี่ยงที่นักเทรดต้องจำไว้
ข้อ 1: ระมัดระวังการเทรดสวนเทรน
คำกล่าวที่ว่า “Trend is your friend” ยังคงเป็นจริง แม้ว่าคุณจะใช้แนวรับแนวต้านกลับ ในแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรง หากคุณเปิดสถานะขาย (Short) ที่แนวต้าน แม้ว่ามันเป็นจุดสูงสุดของรอบ ราคาก็ยังสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ ทำให้ขาดทุนกำลังเพิ่มขึ้น
ดังนั้น เมื่อใช้แนวรับแนวต้าน ให้เทรดไปกับแนวโน้มปัจจุบัน ไม่ใช่สวนทาง
ข้อ 2: ระมัดระวังการทดสอบแนวรับแนวต้านหลายครั้ง
เมื่อแนวรับหรือแนวต้านถูกทดสอบหลายครั้งและผ่านมานาน แสดงว่ามันแข็งแกร่ง แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เทรนใหม่จะเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ไม่ควรจมน้ำในเทรดแล้วลืมว่าหยุดการบริหารความเสี่ยง
ข้อ 3: ระมัดระวังเบรคเอาท์ที่ไม่จริง (False Breakout)
บ่อยครั้ง ราคาอาจจะเบรคเอาท์ผ่านแนวรับแนวต้านไปชั่วครู่ แล้วจึงหักตัวกลับเข้ามา นี่เรียกว่า “False Breakout” สิ่งที่ช่วยบอกว่าเบรคเอาท์เป็นจริงหรือไม่ คือ ปริมาณการซื้อขาย (Volume)
เบรคเอาท์จริงมักมาพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่มากมาย หากปริมาณการซื้อขายเบาบาง แสดงว่าเป็นเพียงการกระชากราคาแค่ชั่วคราว
สำหรับการป้องกัน: ใส่จุดตัดขาดทุน (Stop Loss) เสมอ หากราคาย้อนกลับไปต่ำกว่าแนวรับแนวต้างเดิม ก็หมายความว่าเบรคเอาท์เป็นของปลอม
บทสรุป: การแสดงออกถึงแนวรับและแนวต้าน
แนวต้านคือ กุญแจสำคัญสำหรับการเข้าใจพฤติกรรมของตลาด มันไม่ใช่แค่เส้นเดียวบนกราฟ แต่เป็นการสะท้อนของจิตใจผู้ซื้อขายและกฎเศรษฐศาสตร์ที่ลึกซึ้ง
ไม่ว่าคุณจะใช้เส้นแนวโน้ม ตัวเลขกลม ๆ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ฟิโบนัชชี หรือช่องว่างราคา ยิ่งคุณฝึกมากขึ้น ยิ่งมองเห็นแนวรับและแนวต้านได้ชัดขึ้น
แต่อย่าลืมว่า บทที่สำคัญที่สุดก็คือการทดลองจริง การสังเกตจากกราฟราคาจริง ๆ และการเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง เพราะในแต่ละตลาดและแต่ละเวลา สัญญาณจากแนวรับและแนวต้านอาจมีความแตกต่างกันไป
ที่สำคัญคือ การมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน การบริหารความเสี่ยงที่ดี และการอดทนในการเทรด นี่คือวิธีที่นักเทรดมืออาชีพทำให้แนวรับและแนวต้านมีประสิทธิผล