ซื้อทองคำแท่งที่ไหนคุ้มค่าที่สุด? วิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนของ 5 ช่องทางการลงทุนทองคำ

นโยบายภูมิรัฐศาสตร์โลกยังคงร้อนแรง ค่าความคาดหวังเงินเฟ้อไม่ลดลง ทองคำจึงกลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง ราคาทองคำทะลุ 3700 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแล้วในกันยายน 2025 Goldman คาดว่าจะแตะ 4000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในกลางปี 2026 แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ: เมื่อมีวิธีลงทุนทองคำมากมาย แล้ววิธีไหนคุ้มค่าที่สุด? บทความนี้เปรียบเทียบวิธีลงทุนทองคำ 5 แบบ ทั้งทองแท่ง ทองในบัญชี ทอง ETF ฟิวเจอร์ส และ CFD เพื่อช่วยให้นักลงทุนเลือกวิธีที่เหมาะกับสไตล์การลงทุนของตนเอง

สิ่งที่ควรรู้ก่อนซื้อทองแท่ง: เคลียร์เป้าหมายการลงทุนก่อน

ก่อนตัดสินใจซื้อทองแท่ง ควรถามตัวเองก่อนว่า: เป้าหมายที่แท้จริงของการซื้อทองคืออะไร? เป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงทำให้วิธีซื้อทองที่คุ้มค่าที่สุดก็แตกต่างกันด้วย

นักลงทุนระยะยาวเพื่อรักษามูลค่าและป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ เหมาะกับการซื้อทองแท่งหรือทองในบัญชีโดยตรง เพื่อป้องกันเงินเฟ้อและรักษามูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งเน้นความปลอดภัยมากกว่าผลตอบแทน นักลงทุนกลุ่มนี้มองหาความมั่นคงเป็นหลัก รัฐบาลไทยซื้อทองคำสุทธิ 1045 ตันในปี 2024 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แสดงให้เห็นว่ากลุ่มนักลงทุนสถาบันให้ความเชื่อมั่นในคุณสมบัติการรักษามูลค่าของทองคำ

นักลงทุนที่มุ่งหวังผลจากการซื้อขาย ควรพิจารณาทอง ETF ฟิวเจอร์ส หรือ CFD เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคา ซึ่งต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด แต่ผลตอบแทนอาจสูงกว่า

ทองแท่ง: เป็นทางเลือกแรกในการรักษามูลค่า แต่ต้องประเมินต้นทุน

ทองแท่งรวมถึงทองคำบริสุทธิ์ เหรียญทอง และเครื่องประดับ เป็นวิธีลงทุนทองคำแบบดั้งเดิมที่สุด ซื้อทองแท่งที่ไหนคุ้มค่าที่สุด? ขึ้นอยู่กับน้ำหนักทองที่ลงทุน

ทองแท่งขนาดใหญ่ (1 กิโลกรัมขึ้นไป) ควรซื้อโดยตรงจากธนาคาร เช่น ธนาคารไทย ซึ่งเป็นธนาคารเดียวในไทยที่มีบริการซื้อขายทองคำจริง มาตรฐานทองจาก UBS AG สวิสเซอร์แลนด์ คุณภาพรับรอง ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าร้านทองทั่วไป

ทองแท่งขนาดเล็ก สามารถซื้อจากร้านทองหรือร้านจำนำ แต่ต้องตรวจสอบความบริสุทธิ์ให้ดี ไม่ว่าจะซื้อที่ไหน สิ่งสำคัญคือความบริสุทธิ์ของทอง เพราะตอนขายจะคิดราคาตามน้ำหนักทองที่ชั่งได้ การบรรจุภัณฑ์หรือแบรนด์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่นทองปลอม หรือทองที่มีการตั้งราคาสูงเกินจริง อาจไม่คุ้มค่า

ต้นทุนหลักของทองแท่งประกอบด้วย:

  • ส่วนต่างราคาซื้อขาย 1-5%
  • ค่าบริการเก็บรักษา ตามมูลค่าและปีที่เก็บ
  • ภาษี: หากเกิน 50,000 บาท ต้องแจ้งรายได้จากการขายทองในแบบภาษีบุคคลธรรมดา คิดภาษี 6% จากกำไร

แม้ทองแท่งจะมีความเสี่ยงต่ำ สามารถถือครองเป็นของจริง เพิ่มความมั่นใจทางจิตใจ แต่ก็มีข้อเสียคือสภาพคล่องไม่ดี ขายยาก ขาดดอกเบี้ย และค่าบริการเก็บรักษาเป็นค่าใช้จ่ายแฝง

ทองในบัญชี (ทองฝาก) : ตัวเลือกสะดวกสำหรับลงทุนขนาดเล็ก

ทองในบัญชี (หรือ “ทองคำกระดาษ”) ช่วยให้นักลงทุนไม่ต้องถือทองจริง ซื้อขายผ่านสมุดบัญชีธนาคารได้เลย หลายธนาคารในไทย เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์, ทหารไทย, กรุงไทย, กรุงเทพฯ มีบริการนี้ ค่าธรรมเนียมประมาณ 1.00%

ข้อดีเมื่อเทียบกับทองแท่ง คือ สามารถซื้อขายขนาดเล็กได้ ไม่ต้องเก็บรักษาเอง สามารถแลกเปลี่ยนเป็นทองจริงได้ตลอดเวลา แต่ข้อเสียคือ ต้องเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน—ทองคำราคาตามดอลลาร์ คิดเป็นเงินบาทต้องรับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ถ้าใช้สกุลเงินต่างประเทศในการซื้อก็มีค่าใช้จ่ายในการแลกเปลี่ยน

ธนาคารไทยพาณิชย์ในปี 2023 เปิดตัว “สมุดทองสองสกุล” ซึ่งเป็นนวัตกรรมให้ลงทุนในทองคำทั้งในสกุลเงินบาทและสกุลต่างประเทศ พร้อมรับผลจากความเคลื่อนไหวของราคาทองและอัตราแลกเปลี่ยน แต่โดยรวมต้นทุนก็ไม่แตกต่างกันมาก จัดเป็น “ต้นทุนกลาง” ในแง่ความเสี่ยงและค่าใช้จ่าย

นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการซื้อขายบ่อยครั้ง เพราะแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสะสม หากทำบ่อยอาจกลายเป็นต้นทุนสูงในระยะยาว ในด้านภาษี การซื้อขายทองในบัญชีถือเป็นรายได้จากทรัพย์สิน ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีถัดไป

ทอง ETF : เครื่องมือการลงทุนระยะยาวต้นทุนต่ำ

ทอง ETF (กองทุนดัชนีทองคำ) ติดตามราคาทองในตลาดโลกโดยตรง ลงทุนง่าย มีสภาพคล่องสูง ในไทยมี 00635U ในอเมริกามี GLD และ IAU

เปรียบเทียบต้นทุน:

  • ETF ไทย (00635U): ค่าธรรมเนียมบริหาร 1.15% ต่อปี + ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย 0.15% + ภาษีธุรกรรม 0.1% รวมประมาณ 1.4% ต่อปี
  • ETF อเมริกา (GLD): ค่าธรรมเนียม 0.4% ต่อปี + ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย 0-0.1% + ค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยน 0.32%
  • ETF อเมริกา (IAU): ค่าธรรมเนียม 0.25% ต่อปี + ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย 0-0.1% + ค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยน 0.32%

เมื่อเทียบกับต้นทุนซื้อทองแท่ง 1-5% ต่อครั้ง การลงทุนใน ETF มีค่าใช้จ่ายรายปีที่โปร่งใสมากกว่า เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว แต่ ETF ทำได้เฉพาะซื้อแล้วถือ ไม่สามารถทำ short ได้

ซื้อผ่านโบรกเกอร์สะดวกและรวดเร็ว หากเปิดบัญชีในต่างประเทศก็สามารถซื้อ ETF ได้โดยตรง ต้นทุนต่ำและติดตามราคาทองได้ใกล้เคียง

ฟิวเจอร์สทองคำ : เครื่องมือเทรดระยะสั้นและบริหารความเสี่ยง

ฟิวเจอร์สทองคำเป็นสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า เป็นสัญญาที่อ้างอิงราคาทองในตลาดโลก จุดเด่นคือสามารถทำทั้ง Long และ Short ได้ (ซื้อขายขึ้นลงตามแนวโน้ม), เปิดตลาดเกือบ 24 ชั่วโมง, ค่าธรรมเนียมต่ำ ใช้เงินมัดจำ (Margin) เพื่อใช้เลเวอเรจสูง

แต่ข้อควรระวังคือ: การใช้เลเวอเรจทำให้กำไรเพิ่มขึ้น แต่ก็ขาดทุนได้มากเช่นกัน สัญญาฟิวเจอร์สมีวันหมดอายุ ต้องทำการเปลี่ยนสัญญา (Roll-over) หากไม่ปิดก่อนวันหมดอายุจะถูกบังคับให้ปิดอัตโนมัติ

ต้นทุนประกอบด้วย:

  • ค่าธรรมเนียมการซื้อขายประมาณ 0.1%
  • ภาษีการซื้อขายฟิวเจอร์ส 0.000025% (ไม่มีภาษีรายได้จากกำไร)

ในไทย การซื้อขายฟิวเจอร์สทำบนตลาด TFEX ของตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเวลาซื้อขายสั้นกว่า ต่างประเทศมีตลาดเปิด 24 ชั่วโมง เหมาะกับเทรดเดอร์ระยะสั้น

CFD ทองคำ : วิธีเทรดที่มีขั้นต่ำต่ำที่สุด

CFD (สัญญาแลกเปลี่ยนส่วนต่าง) ติดตามราคาทองสด (Spot Gold) สามารถเปิด Long/Short ได้โดยไม่ต้องถือทองจริง ไม่มีวันหมดอายุ สะดวกและยืดหยุ่นกว่า

ความแตกต่างหลักระหว่าง CFD กับฟิวเจอร์ส:

  • ขนาดสัญญา: ฟิวเจอร์สมีขนาดขั้นต่ำแน่นอน ส่วน CFD ไม่มีขนาดขั้นต่ำ จึงใช้เงินน้อยกว่า
  • วันหมดอายุ: ฟิวเจอร์สมีวันหมดอายุ ต้องเปลี่ยนสัญญา ขณะที่ CFD ไม่มี
  • ค่าธรรมเนียม: ฟิวเจอร์สมีค่าธรรมเนียมและภาษี ส่วน CFD คิดจากส่วนต่างราคาและค่าข้ามคืน (Overnight fee)
  • เงินลงทุนขั้นต่ำ: CFD เริ่มต้นเพียงไม่กี่ดอลลาร์

เข้าเทรดได้ง่ายมาก เริ่มต้นเพียงไม่กี่สิบดอลลาร์ สามารถปรับเลเวอเรจได้ตั้งแต่ 1 เท่า ถึง 100 เท่า พร้อมตั้งจุดทำกำไรและหยุดขาดทุนได้

ด้านภาษี รายได้จากการเทรด CFD ถือเป็นรายได้ต่างประเทศ หากเกิน 1 ล้านบาทต่อปี ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีขั้นต่ำ

ตลาด CFD ทั่วโลกมีการซื้อขายสูงมากในต่างประเทศ แต่ในไทยยังไม่มีตลาดที่ถูกกฎหมาย จึงควรเลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานการเงินในต่างประเทศ เช่น ASIC, CIMA, FSC เพื่อความปลอดภัยของเงินทุน

เปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนของแต่ละช่องทางลงทุนทองคำ

วิธีลงทุน ขั้นต่ำ ต้นทุนต่อปี เวลาซื้อขาย เลเวอเรจ เหมาะสำหรับ ค่าความคุ้มค่า
ทองแท่ง สูง 1-5% ธนาคาร/ร้านทอง ไม่มี ระยะยาว ⭐⭐
ทองในบัญชี กลาง 1% ธนาคาร ไม่มี ลงทุนระยะยาวขนาดเล็ก ⭐⭐⭐
ETF ต่ำ 0.25-1.4% ตลาดหุ้น/ออนไลน์ ไม่มี นักลงทุนมือใหม่ระยะยาว ⭐⭐⭐⭐
ฟิวเจอร์ส สูง 0.1% 24 ชม. สูง เทรดระยะสั้น ⭐⭐⭐
CFD ต่ำมาก 0.04% 24 ชม. สูง เทรดระยะสั้น/ขนาดเล็ก ⭐⭐⭐⭐⭐

วิธีเลือกลงทุนให้คุ้มค่าที่สุด? โครงสร้างการตัดสินใจ

ถ้าต้องการรักษามูลค่าและป้องกันเงินเฟ้อเป็นหลัก:

  • แนะนำ: ETF (ต้นทุนโปร่งใส สภาพคล่องดี)
  • รองลงมา: ทองในบัญชี (ไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน)
  • แบบดั้งเดิม: ทองแท่ง (แต่ต้องประเมินต้นทุนให้ดี)

ถ้าต้องการทำกำไรจากการเทรดและมีประสบการณ์:

  • เสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนสูง: CFD (ต้นทุนต่ำ เลเวอเรจสูง)
  • สมดุลความเสี่ยง: ฟิวเจอร์ส (มีการควบคุมกฎหมายและต้นทุนที่ชัดเจน แต่ก็มีความเสี่ยงจากวันหมดอายุ)

ถ้าทุนไม่มากแต่ต้องการลองตลาดทอง:

  • CFD เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เริ่มต้นเพียงไม่กี่สิบดอลลาร์

ถ้าต้องการต้นทุนต่ำที่สุด:

  • ETF IAU (ค่าธรรมเนียม 0.25%) หรือ CFD (ต้นทุน 0.04%) โดยไม่รวมค่าข้ามคืน

คำเตือนสำคัญ: หลีกเลี่ยงแพลตฟอร์มผิดกฎหมาย

ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าแพลตฟอร์มได้รับการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เช่น ASIC, CIMA, FSC เพื่อความปลอดภัยของเงินลงทุน

สรุปแล้ว “ทองแท่งซื้อที่ไหนคุ้มที่สุด” ไม่มีคำตอบแน่นอน — คุ้มค่าขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุน ความเสี่ยงที่รับได้ และเวลาที่มี การวางแผนและเลือกช่องทางให้เหมาะสมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการลงทุนทองคำอย่างคุ้มค่า

ดูต้นฉบับ
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด